ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและกระแสของสังคม สิ่งที่เราควรพิจารณาเป็นสิ่งแรกๆ คือ
“เรื่องปกติที่ทำ…ให้กลายเป็นเรื่องผิดปกติ และ เรื่องผิดปกติที่ทำ…จนกลายเป็นเรื่องปกติ”
“มีหลายอย่างในชีวิตที่ร่างกายและความสัมพันธ์พยายามบอกเรา แต่เรากลับทำให้มันเงียบ…”
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวมากคือ “การปวดเมื่อยจากการใช้ร่างกาย”
การปวดเมื่อยหลังออกแรงหนักนั้น ไม่ใช่โรค แต่มันคือ กลไกการปรับตัวและการฟื้นฟูของร่างกาย
เมื่อเราใช้กล้ามเนื้ออย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา เส้นใยกล้ามเนื้อจะเกิด การบาดเจ็บเล็ก ๆ ในระดับจุลภาค (micro-damage)
ร่างกายจึงตอบสนองโดย
-
เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังกล้ามเนื้อ
-
กระตุ้นกระบวนการอักเสบเพื่อซ่อมแซม
-
กระตุ้นการสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อใหม่ให้แข็งแรงขึ้น
กระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า “อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ”
ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
-
ซ่อมแซม
-
ฟื้นฟู
-
และปรับตัวให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
เสมือนสัญญาณที่บอกว่า “ร่างกายกำลังทำงานเพื่อปรับตัวจากสิ่งที่เราเพิ่งทำไป”
แต่หลายครั้งเรากลับมองอาการปวดเมื่อยเหล่านี้ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง / เป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่ผิดปกติ / เป็น “ปัญหา”
จึงพยายามจัดการมันให้หายเร็วที่สุด เช่น
-
กินยาแก้ปวด
-
ใช้ยาลดการอักเสบ
-
หรือหาวิธีระงับอาการต่าง ๆ
เพื่อให้ร่างกายกลับไป “รู้สึกปกติ” ให้เร็วที่สุด โดยไม่เคยถามว่า ร่างกายกำลังพยายามทำอะไร
ผลระยะสั้นคือ อาการปวดลดลงจริง
แต่ผลระยะยาวคือ เราอาจสูญเสียโอกาสในการเข้าใจ และจัดการกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เช่น
-
เราอาจกำลังใช้ร่างกายหนักเกินไป
-
การฟื้นฟูยังไม่เพียงพอ
-
รูปแบบการเคลื่อนไหวอาจไม่เหมาะสม
-
หรือการพักผ่อนที่ไม่สมดุล
เมื่อเรารีบทำให้ความปวดเงียบลง โดยไม่ได้เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง
เรามัวแต่แก้ไขเฉพาะหน้า จนร่างกายเริ่มสะสมความล้า กล้ามเนื้อและข้อต่อเริ่มรับภาระมากขึ้นอาการบาดเจ็บเล็ก ๆ ค่อย ๆ สะสม
สุดท้ายกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังหรือการบาดเจ็บที่ชัดเจนขึ้น แล้วเราก็เริ่มคิดว่า “ปวดเมื่อยบ่อย ๆ เป็นเรื่องปกติของเรา”
เราจัดการ “ผล” แต่ไม่เคยเข้าใจ “เหตุ”
เมื่อ “เหตุ” ไม่ถูกแก้ จึงกลายเป็น “ผลใหม่” ที่เราชาชิน จนกลายเป็นเรื่องปกติ เป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น
สรุปจากตัวอย่างนี้คือ
การปวดเมื่อยจากการใช้ร่างกาย = เรื่องที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราอยู่ = เรื่องปกติ
การระงับอาการเพื่อให้ทุกอย่างดูเป็นปกติ โดยไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง = เรื่องผิดปกติ
ทางแก้คือ พยายามเข้าใจว่าร่างกายกำลังบอกอะไร และแก้ไขให้ตรงจุด
และในชีวิตประจำวันของเรา หลายอย่างที่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ “ผิดปกติ” แต่เราชาชินหรือยอมรับ จนกลายเป็นเรื่องที่ “ปกติ”
ตัวอย่างคือการไม่เคารพต่อเวลาของผู้อื่น
ในสังคมปัจจุบัน การมาสาย เลื่อนนัด เปลี่ยนเวลาแบบฉับพลัน กลายเป็นสิ่งที่หลายคน “เข้าใจได้” หรือ “จำเป็นต้องเข้าใจ” เรามักพูดว่า
“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็มา”
“สายแบบนี้ประจำ ชินแล้ว แค่มาก็บุญแล้ว”
จนลืมไปว่า… เวลา ไม่ใช่เรื่องเล็ก
เวลา ไม่ได้ขึ้นกับราคาของนาฬิกา แต่คือ ช่วงชีวิตของอีกคนหนึ่ง
คือเวลาที่เขาเตรียมตัว เวลาที่เขาจัดสรรจากครอบครัว งาน หรือการพักผ่อน เพื่อมาอยู่ตรงนั้นกับเรา
เมื่อเราไม่ตรงเวลาเป็นประจำ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “รอ” หรือ เลื่อน” แต่คือ
– ความไม่แน่นอน
– ความรู้สึกไม่ได้รับความสำคัญ
– และความไว้วางใจที่ค่อย ๆ ลดลง
เมื่อ “การไม่ให้เกียรติ” ถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ
หลายครั้งเราไม่ได้ตั้งใจ ไม่ให้เกียรติใคร แต่เรา ไม่ตระหนัก ว่าการกระทำของเรา สื่อสารอะไรออกไป
การมาสายซ้ำ หรือการเลื่อนนัด ฉับพลัน อาจสะท้อนว่า
– เราให้ความสำคัญกับเวลาของตัวเองมากกว่าของคนอื่น
– เราประเมินเวลาต่างจากความจริง
– หรือเราคุ้นชินกับที่ผู้อื่น “ปรับตัวเข้าหาเรา”
เมื่อสิ่งนี้เกิดซ้ำ มันจะกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ทั้งในความสัมพันธ์ การทำงาน และสังคม ทั้งที่จริงแล้ว ความตรงเวลา คือรูปแบบหนึ่งในการเคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน
ร่างกาย…สังคม ก็ส่งสัญญาณเช่นกัน
การไม่ตรงเวลา ก็เหมือนอาการเล็ก ๆ ในร่างกาย ที่เรามองข้าม
ช่วงแรกอาจไม่กระทบมาก แต่เมื่อสะสม จะเริ่มทำลาย “ความไว้วางใจ” เหมือนอาการเล็ก ๆ ทำลายสุขภาพในระยะยาว
สังคมที่ไม่เคารพเวลา จะค่อย ๆ กลายเป็นสังคมที่ ทำให้เราห่างกันมากขึ้น และ อยากแบ่งปันกันลดลง
การกลับสู่ “ความปกติ” ที่แท้จริง
ความตรงเวลา ไม่ใช่เรื่องแค่วินัย แต่คือ การให้เกียรติ
– ให้เกียรติเวลาของผู้อื่น และให้เกียรติตัวเองในฐานะคนที่เชื่อถือได้
เหมือนกับสุขภาพ เมื่อเราเริ่มฟังสัญญาณเล็ก ๆ และปรับตั้งแต่เนิ่น ๆ ทุกอย่างจะไม่ต้องตามแก้ไขในภายหลัง (ซึ่งบางอย่างไม่สามารถย้อนไปแก้ไขได้)
ความเข้าใจ คือรากฐานของความทรงพลัง
ไม่ว่าจะเป็น
– ร่างกาย
– ความสัมพันธ์ หรือสังคม
เมื่อเรา หยุดทำให้เรื่องผิดปกติเป็นเรื่องปกติ และ กลับมาให้คุณค่ากับสิ่งพื้นฐาน พลังของความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ที่ดี และสุขภาพที่ยั่งยืน จะค่อย ๆ กลับมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ ความปกติ และความผิดปกติ ที่เราอาจเข้าใจสลับกัน ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เราควรพิจารณาให้ดีว่าสิ่งนั้นเป็น ปกติ หรือ ผิดปกติ
“วันนี้ มีสัญญาณอะไรในชีวิตของคุณ ที่คุณกำลังทำให้มันเงียบอยู่หรือเปล่า?”
สามารถติดตามบทความทางสุขภาพ เบื้องหลังการทำงานของร่างกาย หรือ ความเป็นมนุษย์ในแง่มุมที่หลากหลาย เพื่อชีวิตทรงพลัง ได้ที่
Blog – บริษัท ดอกเตอร์ทรงพลัง จำกัด
Facebook Page: https://www.facebook.com/dr.songpalang
สุดท้ายนี้ ทีมงานดอกเตอร์ทรงพลังขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านทรงพลังอย่างยั่งยืน



