พลังสภาพอากาศ

ภาพบรรยากาศสภาพอากาศหลายรูปแบบ ตั้งแต่ฟ้าครึ้ม ฝน ลม แดด และท้องฟ้าใส สื่อถึงอิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อร่างกายระหว่างออกกำลังกาย และความสำคัญของการปรับพลังงาน–สมดุลแลคติก เพื่อรักษาศักยภาพของร่างกายให้คงที่

การออกกำลังกายไม่ใช่เพียงพลังจากภายใน แต่ยังมีพลังของพื้นที่จากภายนอก 

สภาพแวดล้อมจึงมีผลอย่างมากในการออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกายจึงไม่ใช่เพียง “กล้ามเนื้อ + หัวใจ + ปอด” แต่คือ ร่างกาย + สภาพอากาศ + พื้นที่ + เวลา + สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

 

หลายครั้งเรารู้สึกว่า วันนี้ทำไมเหนื่อยง่าย?”, “ชีพจรสูงขึ้นในความเข้มข้นพอๆเดิม

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ สภาวะแวดล้อมภายนอก (Environmental Factors) ที่ส่งผลโดยตรงต่อ อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย, อัตราการเสียเหงื่อ, อัตราการหายใจ/ชีพจรและ ความล้าของระบบประสาท

 

สรุปอิทธิพลภายนอก ที่มีผลต่อการออกกำลังกายแบบรอบด้าน เพื่อให้เราเข้าใจ “ร่างกายที่สอดผสานกับสภาพแวดล้อมภายนอก” ได้ดังนี้

 

1) อุณหภูมิ: ตัวแปรที่มีผลต่อสมรรถภาพมากที่สุด

ทุกความร้อนที่เพิ่มขึ้น 1°C (จาก 25 °C) ทำให้ประสิทธิภาพการออกกำลังกายของเราลดลง 0.3–1.5% เพราะร่างกายต้องผลิตเหงื่อมากขึ้นเพื่อระบายความร้อน[1]

ผลทางสรีรวิทยา

– Core temperature (อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย) สูงง่ายขึ้น

– หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปผิวหนังมากขึ้นเพื่อระบบความร้อน → ชีพจรเพิ่มขึ้น

– ใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อการควบคุมความร้อนที่สูงขึ้น

– ปริมาณเหงื่อจึงเพิ่มขึ้น ~2–3% ต่ออุณหภูมิ +1°C

– ความทนทานจึงอาจลดลง 3–10%

 

ช่วงอุณหภูมิที่ดีที่สุดสำหรับการออกกำลังกายคือ 10–15°C (ซึ่งเจอได้ยากในประเทศไทยเรา)

อุณหภูมิที่ทำให้ สมรรถภาพเริ่มลดลงคือ >25°C

โซนเสี่ยงต่ออันตรายต่อร่างกายคือ >32°C หากไม่ได้รับการทดแทนสารน้ำหรือเกลือแร่อย่างเพียงพอ

 

💦 2) ความชื้น: เหงื่อออกเยอะแต่ไม่ระเหย

เพราะส่วนใหญ่ร่างกายระบายความร้อนผ่าน “การระเหยของเหงื่อ” แต่เมื่อความชื้นสูง เหงื่อระเหยได้ช้า → ร่างกายจึงต้องผลิตเหงื่อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ผลทางสรีรวิทยา[2]

– เหงื่อไหล แต่ไม่ระเหยไป

– ความร้อนจึงสะสมได้ง่าย เสี่ยงต่อผลกระทบของความร้อนสะสม ทำให้ชีพจรสูงขึ้น 5–10 ครั้ง/นาที

– สมรรถภาพอาจลดลง 5–12% ในช่วงชีพจรที่เท่ากัน

 

ประเทศไทยในบางช่วงมีความชื้นสูงถึง 80–95% เสมือนออกกำลังกายที่อุณหภูมิสูงขึ้นอีก +5°C เมื่อเทียบกับความชื้นต่ำ

 

3) ความเร็วลม: ตัวช่วยระบายความร้อนที่มองไม่เห็น

ถ้ามีลมดีการระบายความร้อนก็ดีขึ้น[3]

– อัตราการเสียเหงื่อจะน้อยลง ชีพจรต่ำลง รักษาสมรรถภาพได้คงที่มากขึ้น

ถ้าไม่มีลม /อากาศนิ่ง

– ความร้อนสะสมรอบผิว เหงื่อระเหยยาก อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายจะสูงขึ้นเร็ว หัวใจเต้นแรงกว่าเดิมเพื่อช่วย ระบายความร้อน

ถ้าลมต้าน

– แน่นอนว่าเราต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น ชีพจรก็จะสูงขึ้น สมรรถภาพก็จะลดลงได้ง่าย

 

4) รังสีดวงอาทิตย์: มองไม่เห็น แต่ร้อนยิ่งกว่าอุณหภูมิจริง

แสงแดดส่งความร้อนตรงเข้าสู่ผิวหนัง แม้อุณหภูมิ 28°C แต่หากแดดแรง จะทำให้ “รู้สึกจริง” เหมือน 32–33°C

ผลทางร่างกาย

– ความร้อนใต้ผิวเพิ่มขึ้น เหงื่อออกมากขึ้น เพิ่มระดับความเหนื่อยล้า สมรรถภาพลดลงได้โดยไม่รู้ตัว[4]

 

5) พื้นผิวเมือง: ความร้อนสะท้อนกลับจากพื้นถนน

พื้นถนนยางมะตอย หรือ ปูนเก็บความร้อนจากแดดและสะท้อนกลับขึ้นสู่ร่างกาย เพิ่มอุณหภูมิที่เท้า, หน้าแข้ง, ลำตัว[5]

→ อากาศ 28°C บนถนนจริง = 33–35°C

ผลคือ ร้อนจากบน (แดด) + ร้อนจากล่าง (พื้นถนน)

เหงื่อเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก 0.1–0.3 ลิตร/ชั่วโมง

 

6) เวลาในการออกกำลังกลางแจ้ง

ช่วงเช้า 4:00–7:00 .

– อากาศมักเย็นกว่าช่วงอื่นๆ แม้ความชื้นอาจสูง เหงื่อจึงอาจเยอะ แต่ระบายความร้อนได้ดี (ออกกำลังช่วงเช้าช่วยสนับสนุนการทำงานของฮอร์โมน สามารถอาจเพิ่มได้ที่บทความ ออกกำลังกายช่วงเช้าดีอย่างไร )

ช่วงสายกลางวัน

– แดดจัด + อุณหภูมิสูง = เหงื่อพุ่ง + อันตรายต่อหัวใจ

ช่วงเย็น (ก่อนพระอาทิตย์ตก)

– มีลม + ร่างกายตื่นตัวเต็มที่ = เหมาะกับการออกกำลังกายที่ใช้กำลังหรือความเข้มข้นสูง

 

7) ความกดอากาศ: ตัวแปรเล็ก แต่มีผลจริง

ความกดอากาศต่ำ เช่น ก่อนฝนตก

→ ปริมาณออกซิเจนในอากาศลดลง

→ ประสิทธิภาพลดเล็กน้อย

→ หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย

 

8) ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล (Altitude)

อากาศเบาบาง

→ O₂ น้อยลง

→ ระบบหายใจต้องทำงานหนักขึ้น

→ การบริหารพลังงานในรูปแบบใช้ออกซิเจนยากขึ้น ทำให้เกิดการสะสมของ lactate ได้ง่ายขึ้น

→ สมรรถภาพอาจลดลง 3–10%

 

ข้อดี → หากมีการซ้อมที่เหมาะสม เมื่อกลับลงมาสู่ระดับความสูงที่ต่ำกว่าแล้ว มักจะมีประสิทธิภาพและศักยภาพที่สูงขึ้นในช่วงเวลานึง[6]

 

 9) มลพิษ / PM2.5

– ทำให้ทางเดินหายใจบีบตัว การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ออกกำลังกายลำบากขึ้น ชีพจรสูงกว่าปกติ และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ฝุ่นแค่ไหนไม่ควรออกกำลังกาย)

 

10) เสื้อผ้าและอุปกรณ์

– สีเข้มเก็บความร้อนมากกว่า

– เนื้อผ้าไม่ระบายอากาศ → ผิวร้อนขึ้น

– ผ้าที่ระบายเหงื่อดีช่วยลดความร้อนได้ดีขึ้น

 

สภาพแวดล้อมคือตัวกำหนดความสามารถในการระบายความร้อน

หากระบายร้อนไม่ได้ → ชีพจรเพิ่ม → เหงื่อออกมากขึ้น (ชดเชยได้ยากขึ้น) → ปริมาณของเหลวในร่างกายลดลง + อุณหภูมิแกนกลางสูงเกิน → สมรรถภาพลดลง → ล้า ตะคริว เร็วขึ้น ฟื้นตัวช้าลง → เกิดความเสียหายต่อกล้ามเนื้อและร่างกายได้

หากระบายร้อนได้ดี → ชีพจรคงที่ → เหงื่อพอดี (ชดเชยได้ง่ายขึ้น)→ ปริมาณของเหลวในร่างกายคงที่ + อุณหภูมิแกนกลางไม่สูงเกิน → พลังเต็มสมรรถภาพ → ได้ตามเป้าหมาย

 

“เราไม่ได้แพ้ความร้อน แต่แพ้การระบายความร้อนไม่ทัน”

 

สามารถติดตามบทความทางสุขภาพ เบื้องหลังการทำงานของร่างกาย หรือ ความเป็นมนุษย์ในแง่มุมที่หลากหลาย เพื่อชีวิตทรงพลัง ได้ที่

คืนความสดชื่นด้วยพลังแห่งน้ำ

ทรงพลังสภาพอากาศลื่น/หนาว

สดชื่น ฟื้น วัย

ฉีก ชง ทรงพลัง

เวลาดื่มได้

Blog – B-STARK

Facebook Page: https://www.facebook.com/dr.songpalang

สุดท้ายนี้ ทีมงานดอกเตอร์ทรงพลังขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านทรงพลังอย่างยั่งยืน

อ้างอิง

[1]Cheung, S. S., McLellan, T. M., & Tenaglia, S. (2000). The thermophysiology of exercise in the heat. Sports Medicine, 29(5), 369–389.
https://doi.org/10.2165/00007256-200029050-00004

[2]Maughan, R. J., & Shirreffs, S. M. (2010). Dehydration and rehydration in competitive sport. Scandinavian Journal of Medicine & Science in Sports, 20(S3), 40–47.
https://doi.org/10.1111/j.1600-0838.2010.01207.x

[3]Nybo, L., & Nielsen, B. (2001). Hyperthermia and central fatigue during prolonged exercise in humans. Journal of Applied Physiology, 91(3), 1055–1060.
https://doi.org/10.1152/jappl.2001.91.3.1055

[4]Montain, S. J., & Coyle, E. F. (1992). Influence of graded dehydration on hyperthermia and cardiovascular drift during exercise. Journal of Applied Physiology, 73(4), 1340–1350.
https://doi.org/10.1152/jappl.1992.73.4.1340

[5]Oke, T. R. (1982). The energetic basis of the urban heat island. Quarterly Journal of the Royal Meteorological Society, 108(455), 1–24.
https://doi.org/10.1002/qj.49710845502

[6]Levine, B. D., & Stray-Gundersen, J. (1997). “Living high–training low” improves sea-level performance in male and female elite runners. Journal of Applied Physiology, 83(1), 102–112. https://doi.org/10.1152/jappl.1997.83.1.102

แชร์บทความ

บทความอื่นๆ

“ครอบครัวสี่คนจับมือกันท่ามกลางพระอาทิตย์ตก สื่อถึงความสัมพันธ์อันอบอุ่นและสมดุลของชีวิต ภาพประกอบบทความว่าด้วยพรหมวิหาร 4 และความสัมพันธ์ 4 มิติที่หล่อเลี้ยงหัวใจมนุษย์ เหมือนพลังแลคติก (Lactic) ที่ช่วยปรับสมดุลให้เซลล์และร่างกายฟื้นคืนพลังอย่างกลมกลืน”

ความสัมพันธ์ 4 มิติ

อยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนด้วย พรหมวิหาร 4   ความสัมพันธ์ของมนุษย์ซับซ้อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนร่วมงาน คู่ชีวิต หรือผู้คนที่เดินผ่านเข้ามา

อ่านเพิ่มเติม
แลคติกกินได้จริงหรือ? พลังงานจาก L-lactate ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพดี ฟื้นฟูไว ปลอดภัย มีงานวิจัยรองรับ – B-STARK

แลคติกกินได้จริงหรือ

แลคติกนั้นถูกเข้าใจผิดมากกว่า100ปี ว่าเป็นเพียงของเหลือ ที่ทำให้เกิดการเมื่อยล้า แต่แท้จริงแล้ว แลคติกคืออะไร กินได้หรือไม่ แล้วจะกินทำไม ได้รู้กันตอน

อ่านเพิ่มเติม
0
    0
    Your Cart
    Your cart is emptyReturn to Shop