พลังที่แท้จริงอาจไม่ได้เริ่มจากเพียง “แคลอรี”
เวลาพูดถึงพลังงาน การโหลด เรามักนึกถึงคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล หรือพลังงานที่ได้จากอาหารที่เรากินเข้าไป
แต่ในความเป็นจริง พลังงานที่ร่างกายใช้จริงไม่ได้อยู่ในอาหารเหล่านั้นโดยตรง
พลังงานที่เซลล์ใช้จริงเรียกว่า ATP หรือ Adenosine Triphosphate ซึ่งมักถูกเรียกว่า “สกุลเงินพลังงานของเซลล์” [1]
ไม่ว่าจะเป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อ การเต้นของหัวใจ การคิดของสมอง หรือการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ล้วนต้องอาศัย ATP
อาหารคือวัตถุดิบ ส่วนพลังงานระดับเซลล์ คือพลังที่ใช้จริง
– คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ต้องผ่านกระบวนการย่อย ดูดซึม และเผาผลาญหลายขั้นตอน ก่อนถูกเปลี่ยนเป็น ATP
จุดศูนย์กลางของกระบวนการนี้ ไมโทคอนเดรีย ซึ่งมักถูกเรียกว่าโรงงานพลังงานของเซลล์ [2]
แต่โรงงานจะทำงานได้ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว ยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่น เช่น
- ออกซิเจนที่เพียงพอ
- การประสิทธิภาพจำนวน ของไมโทคอนเดรีย
- วิตามินและแร่ธาตุที่เกี่ยวข้อง
- น้ำและสมดุลของระบบเผาผลาญ
ตัวอย่างเช่น วิตามินกลุ่ม B หลายชนิดทำหน้าที่เป็น cofactor ในกระบวนการสร้างพลังงาน [3] ส่วนแมกนีเซียมเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาที่ใช้ ATP จำนวนมากภายในเซลล์ [4]
ดังนั้น คนสองคนกินพลังงานเท่ากัน แต่ร่างกายอาจนำพลังงานไปใช้ได้ไม่เหมือนกัน
ระบบพลังงานระดับเซลล์
ร่างกายมีโมเลกุลหลายชนิดที่ช่วยสร้าง หมุนเวียน และใช้พลังงาน เช่น
- Creatine ในกล้ามเนื้อ ครีเอทีนส่วนหนึ่งถูกเก็บในรูป phosphocreatine ทำหน้าที่ช่วยสร้าง ATP อย่างรวดเร็วในช่วงที่ต้องออกแรงทันที เช่น การออกตัว การเร่งความเร็ว หรือการยกน้ำหนัก [5]
- Ribose เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง ATP และ RNA จึงถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบพื้นฐานของโมเลกุลพลังงานในเซลล์ [1]
- Lactate ในอดีตมักถูกมองว่าเป็นของเสียจากการออกกำลังกาย แต่ปัจจุบันเราทราบว่าแลคเตทสามารถถูกนำไปใช้เป็นพลังงานในกล้ามเนื้อ หัวใจ และสมองได้ แนวคิดนี้เรียกว่า lactate shuttle [6]
ดังนั้น ระบบพลังงานของร่างกายจึงไม่ได้เป็นเพียงการ “เผาน้ำตาล” แต่เป็นเครือข่ายที่เป็นระบบ
พลังงานที่กินเข้าไป กับพลังที่ร่างกายสร้าง/ใช้ได้ จึงอาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
แคลอรีอาจยังสำคัญ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ก็ยังจำเป็น แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ก่อนที่เราจะวิ่งได้อีกหนึ่งกิโลเมตร ยกน้ำหนักได้อีกหนึ่งครั้ง หรือฟื้นกลับมาได้แค่ไหน เซลล์ต้องเปลี่ยนวัตถุดิบทั้งหมดให้อยู่ในรูป ATP ที่นำไปใช้ได้จริง
ดังนั้น คำถามเรื่องพลังงานจึงไม่ได้มีเพียงว่า เรากินเข้าไปมากแค่ไหน?
แต่ยังรวมถึง ร่างกายเปลี่ยนสิ่งที่กินเข้าไป เป็นพลังงานที่เซลล์ใช้ได้จริงเพียงใด?
สามารถติดตามบทความทางสุขภาพ เบื้องหลังการทำงานของร่างกาย หรือ ความเป็นมนุษย์ในแง่มุมที่หลากหลาย เพื่อชีวิตทรงพลัง ได้ที่
Facebook Page: https://www.facebook.com/dr.songpalang
สุดท้ายนี้ ทีมงานดอกเตอร์ทรงพลังขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านทรงพลังอย่างยั่งยืน

อ้างอิง
[1]Berg, J. M., Tymoczko, J. L., & Stryer, L. (2019). Biochemistry (9th ed.). W.H. Freeman.
[2] Nicholls, D. G., & Ferguson, S. J. (2013). Bioenergetics 4. Academic Press.
[3] Kennedy, D. O. (2016). B vitamins and the brain: Mechanisms, dose and efficacy. Nutrients, 8(2), 68.
[4] de Baaij, J. H. F., Hoenderop, J. G. J., & Bindels, R. J. M. (2015). Magnesium in man: Implications for health and disease. Physiological Reviews, 95(1), 1–46.
[5] Kreider, R. B., et al. (2017). International Society of Sports Nutrition position stand: Creatine supplementation. Journal of the International Society of Sports Nutrition, 14(18).
[6] Brooks, G. A. (2018). The science and translation of lactate shuttle theory. Cell Metabolism, 27(4), 757–785.


